ยธ.แก้กฎจำคุกอาจโยงรอรับ'ทักษิณ'
นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว. อ้าง กระทรวงยุติธรรม แก้กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจำคุก ให้สามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ติดตามตัวแทนการจำคุก อาจโยงรอรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร...
วันนี้ (25 มี.ค. 56) เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา โดยมี นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงการหารือ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาระเบียบวาระ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ได้กล่าวอ้างถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สไกป์มายังที่ประชุมพรรคเพื่อไทย พร้อมสั่งให้ดำเนินการหลายเรื่อง เช่น ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ รวมทั้งการประกาศใช้กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจำคุก โดยวิธีอื่นที่สามารถจำกัดการเดินทางและอาณาเขต พ.ศ.2556
โดย รมว.ยุติธรรม ซึ่งมีความหมายคือให้ผู้ที่ถูกจำกัดที่ศาลสั่ง 4 ข้อ ได้แก่ 1.ถ้าถูกจำคุกและอาจต้องอันตรายถึงชีวิต 2.เป็นผู้ที่ต้องเลี้ยงดูบิดามารดา สามีภรรยาและบุตรอันขาดมิได้ 3.เป็นผู้เจ็บป่วยและต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง 4.เป็นผู้ที่มีเหตุต้องได้รับการทุเลา บุคคลเหล่านี้ ไม่ต้องได้รับการจำคุก แต่ให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ติดตามตัวใส่ข้อมือ หรือข้อเท้าได้ ซึ่งกรณีนี้ ตนไม่ทราบว่าจะเตรียมไว้ให้ใคร
นายสมชาย กล่าวต่อว่า กรณีที่มีกลุ่ม ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว.บางส่วน ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 มาตรา 237 มาตรา 68 และที่มา ส.ว.นั้น ตนมีความเป็นห่วงว่า จะเป็นประเด็นที่ขัดแย้งต่อมติของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการที่จะมี ส.ว.หรือ ส.ส. ลงมติใดๆ นั้น ก็จะละเมิดต่ออำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
ขณะเดียวกัน ขอให้ประธานวุฒิสภา เปิดเผยรายชื่อ ส.ว. ที่ลงชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดด้วยอย่าปกปิด เพราะอาจจะสลับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นการฉ้อฉลได้ รวมทั้งการที่ ส.ว.บางคนให้สัมภาษณ์ว่า ส.ว.ที่ถอนชื่อสมควรตาย ตนคิดว่าเรื่องเป็นเรื่องใหญ่ ขอให้ทบทวนเรื่องนี้ และการที่กล่าวหาว่า กลุ่ม 40 ส.ว.ร้อนตัวต้องไปลงเลือกตั้งนั้น ก็ไม่เป็นความจริง
นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ที่กำหนดให้ผู้ที่ยื่นพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น ซึ่งตนเห็นว่าไม่ควรจำกัดสิทธิประชาชน ทำไมถึงมาละเมิดสิทธิ์ ดังนั้น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จำกัดสิทธิ ละเมิดสิทธิถือเป็นการใจร้ายกับประชาชนหรือไม่ ในเมื่อสิทธิของประชาชนมีอยู่ เช่นนั้นแล้ว การใจร้ายกับประชาชนสมควรตายไหม
ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สไกป์สั่งการไปยังรัฐมนตรี และ ส.ส. ในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ให้เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ถือเป็นการแก้ไข เพื่อทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุลของประชาชน องค์กรอิสระ ศาล และวุฒิสภา เพื่อขยายอำนาจให้ฝ่ายรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น ไม่ให้มีการตรวจสอบในการทุจริตในโครงการจำนำข้าว และโครงการในร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท
อีกทั้งสั่งการอีกว่าผู้ที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร จะพิจารณาให้เป็นรัฐมนตรี ซึ่งการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ร่วมกับรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เป็นการทำการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ ในวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามมาตรา 68 ตนในฐานะเป็นผู้ทราบการกระทำดังกล่าวจะหารือกับเพื่อน ส.ว. เพื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ รัฐมนตรี และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เลิกการกระทำดังกล่าว โดยจะเสนอในเร็วๆ นี้
ขณะที่ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง พ.ศ. ... ซึ่งมีผู้ให้ฉายาว่า “ร่าง พ.ร.บ.กู้ชาตินี้ใช้หนี้ชาติหน้า” อยากจะเปรียบเทียบว่า ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็มีสิ่งที่ดีๆ หลายอย่าง เช่น การออก พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 แต่ผ่านไป 8 ปี รัฐบาลชุดนี้กำลังเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า โดยการเสนอร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ มีลักษณะล้ม พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะทั้งหมด และล้มล้างระบบการจ่ายเงินแผ่นดินตามกฎหมายอีก 4 ฉบับ คือ พ.ร.บ.พิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 พ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ.2491 พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี และ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ที่สำคัญจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ว่าด้วยการจ่ายเงินแผ่นดิน มาตรา 170 เกี่ยวกับเงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐ และอาจจะรวมถึงมาตรา 167 ว่าด้วยเรื่องการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ด้วย ทั้งนี้ ตนคิดว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ เป็นกฎหมายที่สมควรตาย
ทางด้าน น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี หารือว่าการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ ตนไม่ปฏิเสธว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประเทศไทย ที่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะประเทศกำลังก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านเราส่วนใหญ่ ก็มีการลงทุนด้านการคมนาคมทางรางด้วย แต่การกู้เงินครั้งนี้ มี 2 กระทรวงที่มีบทบาทมาก คือ กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ต้องใช้ระบบราง เนื่องจากระบบดังกล่าวช่วยลดต้นทุนด้านการคมนาคม รวมทั้งช่วยลดการใช้พลังงาน ซึ่งตนสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลจึงมีนโยบายให้มีโครงการประชานิยมรถคันแรก แต่วันนี้กลับบอกว่าจำเป็นต้องมาใช้รถราง เพราะถ้าใช้รถยนต์มันเปลืองน้ำมัน
ส่วนที่กระทรวงการคลังระบุว่ากู้ครั้งนี้ไม่เป็นไร เพราะยังไม่เกินร้อยละ 50 ของหนี้สาธารณะ ทั้งที่เรากำหนดไม่เกินร้อยละ 60 ตนไม่เคยได้ยินจากรัฐบาลว่า กู้เงินแล้วจะใช้คืนอย่างไร จึงฝากไปยังนายกรัฐมนตรีและนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ ร.ม.ว.คลัง ว่า อย่าเป็นรัฐบาลที่ดีแต่กู้ แล้วไม่รู้จักการคืน ซึ่งจะทำให้ประเทศมีหนี้สาธารณะล้นเพดาน
ด้านนายวันชัย สอนสิริ ส.ว.สรรหา ได้หารือถึงการประชุมวุฒิสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การยางฯ ซึ่งนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รมช.เกษตรและสหกรณ์ มาชี้แจงต่อ ส.ว. เพียงไม่นาน จากนั้นก็ให้ใครไม่รู้ที่เป็นข้าราชการประจำ มีลักษณะผมยาวนั่งอยู่เพียงคนเดียว และตอบไม่รู้เรื่อง ทั้งที่ร่าง พ.ร.บ.การยางฯ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญระดับชาติ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศและประชาคมโลกอย่างมาก มีสมาชิกอภิปรายหลายคน
การกระของนายยุทธพงศ์ถือเป็นการกระทำที่อัปยศ ขาดความรับผิดชอบต่องานในหน้าที่ ไม่ให้เกียรติต่อประธานวุฒิสภา ทั้งที่มีการรับปากและเลื่อนการพิจารณาไปแล้ว ทั้งนี้ ในฐานะ ส.ว. ตนขอประณามและขอหยิบยืมคำพูดของท่านประธานว่า รัฐมนตรีแบบนี้สมควรตาย และฝากบอกถึงคนทางไกลว่า รัฐมนตรีแบบนี้ไม่อยู่ต่อไปในรัฐบาล
ส่วน น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กล่าวว่า ตนหารือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) เสริมสร้างธรรมมาภิบาล ด้านพลังงาน รวมทั้ง กมธ.ศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา กำลังตรวจสอบค่าน้ำมันดิบและค่าภาคหลวงที่ประเทศได้รับอนุฯ เปรียบเทียบ ระหว่างปี 2544 กับปี 2555 พบข้อสังเกตคือแหล่งทานตะวันปี 2544 ส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 31 ล้านลิตรต่อวัน ในราคา 4.95 บาท แต่ปี 2555 ส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านลิตรต่อวัน ในราคา 21.78 บาท ปรากฏว่าค่าภาคหลวงที่รัฐได้รับกลับลดลง 6.63% สะท้อนว่าการบริหารของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติอาจมีปัญหา
อีกทั้งตรวจสอบเมื่อวันที่ 23 มี.ค. เว็บไซต์หน้านั้นก็ถูกลบทิ้งไป จึงสงสัยเหตุใดลบข้อมูลทิ้ง ซึ่งขอให้กระทรวงพลังงาน สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นำข้อมูลนั้นกลับมาใหม่ เพราะเป็นข้อมูลย้อนหลัง 12 ปี ที่พูดถึงการส่งออกน้ำมันดิบและค่าภาคหลวงที่ประเทศได้รับ และหากไม่มีการปรับปรุงค่าภาคหลวง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงควรนำข้อมูลกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง.