สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เตือนภัยคนไทยที่มีภาวะน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วน มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคทางผิวหนังได้หลายโรค เผยการลดสัดส่วนด้วยวิธีการต่างๆ มีความอันตรายสูง ส่งผลต่อร่างกายและระบบอวัยวะภายใน ทำให้เสียชีวิตได้หากรักษาอย่างผิดวิธี

ผศ.พ.ญ.ภาวิณี กล่าวว่า โรคผิวหนังที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ผิวหนังจะเป็นปื้นดำหนาขรุขระดูคล้ายผ้ากำมะหยี่ พบบ่อยที่บริเวณซอกพับของร่างกาย บางครั้งจะมีติ่งเนื้อจำนวนมากบริเวณซอกพับ พบควบคู่ไปกับปื้นดำดังกล่าวข้างต้น เช่น รักแร้ หลังคอ ข้อพับแขน หากเป็นมาก อาจพบที่บริเวณใดก็ได้ เช่น ใบหน้าและหลังมือ เรียกชื่อโรคว่า Acanthosisnigricans โรคขนคุด (Keratosis pilaris) มีลักษณะเป็นตุ่มนูนแข็งบนรูขน คลำแล้วรู้สึกผิวสาก ไม่เรียบ พบมากบริเวณแขนขาทั้งสองข้าง นอกจากนี้ บางรายมีขนดก เส้นขนยาวขึ้นและมีสีเข้ม เป็นสิว ขนที่ดกขึ้นจะพบที่ใบหน้า หนวด ขนหน้าอก เป็นต้น แต่บริเวณศีรษะ ผมจะบางลง จะมีผิวแตกลาย เช่นเดียวกับที่พบในสตรีมีครรภ์ บริเวณหน้าท้อง บั้นท้าย และต้นขา ผิวหนังที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างจะหนาและแข็ง เนื่องจากต้องรองรับน้ำหนักตัวซึ่งมากกว่าปกติ โรคที่เกี่ยวกับเซลลูไลท์หรือผิวหนังขรุขระคล้ายเปลือกส้ม พบมากที่ต้นขา บั้นท้าย และหน้าท้อง โรคอ้วนจะทำให้ผิวเปลือกส้มรุนแรงขึ้น
โรคติดเชื้อบริเวณซอกพับ เช่น เชื้อราในร่มผ้าอันเนื่องมาจากความอับชื้น จะเกิดอาการผื่น ผิวหนังอักเสบที่ซอกพับ เช่น บริเวณขาหนีบใต้ราวนมเกี่ยวเนื่องจากการเสียดสีและระคายเคือง โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังชนิดต่างๆ ตั้งแต่ต่อมขนอักเสบ ไปจนถึงติดเชื้อลามลึกเข้าไปยังเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง โรคสะเก็ดเงินและโรคเกาต์ พบได้บ่อยในผู้ที่มีโรคอ้วน
ซึ่งเมื่อลดน้ำหนักแล้ว จะพบว่าโรคผิวหนังส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้น เช่น ปื้นดำที่ผิวหนังจะบางลง ขนคุดราบลงได้บ้าง โอกาสการติดเชื้อและผื่นผิวหนังอักเสบจากการเสียดสีจะลดลงได้มาก โดยสรุปแล้ว ความอ้วนนอกจากจะส่งผลร้ายกับระบบต่างๆ ภายใน เช่น เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงแล้ว ผิวหนังซึ่งห่อหุ้มร่างกายอยู่ภายนอก ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้มาก ดังนั้นการลดความอ้วนอย่างถูกวิธี ทำให้มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม จึงช่วยรักษาสุขภาพได้จากภายในสู่ภายนอกร่างกาย ส่งผลต่อเนื่องให้มีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์
ด้าน ดร.น.พ.เวสารัช เวสสโกวิท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคณะกรรมการอำนวยการ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคอ้วน คือโรคชนิดหนึ่งที่มีไขมันสะสมในร่างกายมาก ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพต่างๆ และอายุสั้นลง ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล การวินิจฉัยโรคอ้วน โดยส่วนใหญ่อาศัยดัชนีมวลกาย โดยคำนวณจากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง ซึ่งผลต่อสุขภาพของโรคอ้วน จะเพิ่มอัตราการตาย และมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคต่างๆ อาทิ ข้อเข่าเสื่อม มะเร็ง (หลอดอาหาร ตับอ่อน ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เต้านมหลังหมดประจำเดือน ผนังมดลูก ไต ต่อมไทรอยด์ และถุงน้ำดี) ซึ่งความอ้วนมักสัมพันธ์กับกลุ่มอาการเมตะบอลิก ซึ่งประกอบไปด้วยไขมันสูง เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงในประชากรไทยต่อกลุ่มอาการดังกล่าวจะเพิ่มขึ้น ถ้ารอบเอวในชายมากกว่า 36 นิ้ว และในหญิงมากกว่า 32 นิ้ว พบว่าคนอ้วนเกือบร้อยละ 70 จะเป็นกลุ่มอาการเมตะบอลิก สาเหตุของโรคอ้วนมาจาก 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือรับประทานอาหารมากไป และไม่ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีรสชาติถูกปาก มักจะมีแคลอรี่สูงมาก
ดร.น.พ.เวสารัช กล่าวต่อว่า การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารที่ไม่ถูกต้อง การกินขนม เครื่องดื่มต่างๆ ล้วนให้แคลอรี่ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเครื่องดื่มต่างๆ มีปริมาณน้ำตาลสูง น้ำตาลฟรุคโตสที่ใส่ในเครื่องดื่ม มีต้นทุนที่ต่ำกว่าน้ำตาลที่ผลิตจากอ้อย แต่ให้ความหวานมากกว่า เมื่อรับประทานไปมากๆ จะยิ่งอยากรับประทานหวานๆ สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล พบว่าเมื่อรับประทานไปเวลานานๆ กลับทำให้อ้วนมากขึ้น และมีความสัมพันธ์กับเบาหวานมากกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจริงๆ เสียอีก อาหารที่ไร้ไขมันหรือไขมันต่ำ จะใส่น้ำตาลปริมาณมากเพื่อชดเชยกับรสชาติที่สูญเสียไป กลับเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะผู้บริโภคคิดว่าอาหารดังกล่าวรับประทานแล้วดีต่อสุขภาพและจะรับประทานมากขึ้น
ในทางจิตวิทยาในการซื้ออาหารพบว่า ถ้าอาหารขนาดใหญ่ขึ้นมาก แต่ราคาขึ้นเพียงเล็กน้อย ผู้บริโภคก็จะรู้สึกคุ้มค่าเงิน ทำให้ซื้อขนาดใหญ่เกินร่างกายต้องการ ทำให้ได้รับแคลอรี่มากเกินไป และเมื่อไหร่ที่ต้องลดความอ้วน แม้ไม่เป็นกลุ่มอาการเมตะบอลิกซินโดรม (โรคอ้วนลงพุง) คนอ้วนก็ยังมีความเสี่ยงต่อโรคอื่นๆ เช่น เข่าเสื่อม ดังนั้น หากดัชนีมวลกายอยู่นอกเกณฑ์มาตรฐานก็ควรลดน้ำหนัก หลักของการลดความอ้วนที่จะประสบความสำเร็จคือ ต้องตั้งใจมั่น มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาหารและการออกกำลังกาย ตลอดจนแรงจูงใจ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรี่สูง ของทอดต่างๆ งดเครื่องดื่มที่มีความหวาน ฟาสต์ฟู้ด อาหารเสริม ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสามารถทำให้น้ำหนักลดได้จริง เนื่องจากไม่มีการวิจัยทางการแพทย์ที่เผยแพร่ชัดเจน
นอกจากนี้ ในเรื่องของ การใช้ยา มียาที่ใช้ลดความอ้วนได้หลายชนิด แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ทั้งอาหารเสริมและยาไม่ใช่ปัจจัยหลักในความสำเร็จของการลดน้ำหนัก แต่ต้องลดด้วยตัวเองให้ได้ก่อน อาหารเสริมในหลายๆ ประเภท มักจะมีส่วนผสมของ CLA กรดไขมัน และ LCH คอลลาเจน พริกไทยดำ ชาเขียว กรดผลไม้ โคคิวเทน ถั่วขาว แอลไลซีน แอลคาร์รีทีน และ แอลกลูตามีน อาหารเสริมเหล่านี้ จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น หรือทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาหารเสริมบางประเภท ก็ดักจับไขมัน หรือ ดักจับคาร์โบไฮเดรต ส่วนใหญ่มักจะทำมาจากใยอาหาร หรือกรดผลไม้ ซึ่งอันตรายจากยาและอาหารเสริมให้สังเกตดูตรา อย. เนื่องจากมียาหรืออาหารเสริมที่ใส่สารต้องห้าม ทำให้ผู้รับประทานเกิดภาวะแทรกซ้อนจนถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนั้น ยังอาจทำให้เกิดใจสั่น หรือขาดวิตามินได้
พ.ญ.นัทยา วรวุฒินันท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า การลดสัดส่วนด้วยเครื่องมือต่างๆ อาจจะทำให้เราลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น เช่น การดูดไขมัน ในปัจจุบันจะมีเครื่องมือช่วยสลายเพื่อใช้ในการดูดไขมัน โดยกลุ่มเครื่องมือเหล่านี้ จะมีเทคโนโลยีช่วยสลายเซลล์เนื้อเยื่อไขมัน ให้กลายสภาพเป็นลักษณะเหลว เพื่อให้ง่ายต่อการดูดไขมันออกจากร่างกาย ทำให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับวิธีการดูดไขมันปกติ แต่สูญเสียเลือดน้อยกว่า นอกจากนี้จากเครื่องที่ใช้ในการดูดไขมันแล้ว ยังมีเครื่องกระชับสัดส่วนเพื่อลดขนาดของไขมันส่วนเกิน โดยใช้เทคโนโลยีหลายอย่าง เช่น คลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency-RF) ทำงานร่วมกับพลังงานความร้อนแสง Infrared (IR) ร่วมกับลูกกลิ้งและระบบสุญญากาศโดยความร้อนจากแสง IR และ RF จะเพิ่มการเผาผลาญไขมันใต้ผิว ทำให้เซลล์ไขมันลดขนาดลง ส่วนการทำงานของระบบสูญญากาศและลูกกลิ้ง จะทำให้เซลล์ลูไลท์แตกตัวกระจายออก และไหลเวียนออกไปตามระบบน้ำเหลืองได้ดีขึ้น เครื่องมือในการกระชับสัดส่วนนี้เหมาะสมกับผู้ที่ต้องการลดเซลล์ลูไลท์ หรือมีไขมันส่วนเกินสะสม และควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผล นอกจากนี้ ยังมีการใช้ความเย็น ในการสลายเซลล์ไขมัน ซึ่งทำงานโดยการส่งคลื่นความเย็นในระดับจุดเยือกแข็งลงไปใต้ชั้นผิวหนัง โดยควบคุมให้เลือกทำลายแต่เซลล์ไขมัน แต่ไม่ได้ทำลายส่วนอื่น หลังจากนั้น ร่างกายก็จะกำจัดเซลล์ไขมันที่ตายแล้วออกไปตามธรรมชาติ ภายในระยะเวลา 3 เดือน หลัง 3 เดือน ชั้นไขมันก็จะจัดเรียงตัวใหม่ ทำให้ความหนาของชั้นไขมันบางลง
พ.ญ.นัทยา ได้กล่าวสรุปว่า ปัจจุบันแม้มีเทคโนโลยีมากมายในการแก้ปัญหาไขมันส่วนเกิน แต่เครื่องมือเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องมือที่สามารถใช้ลดน้ำหนักหรือรักษาโรคอ้วนได้โดยตรง และจะไม่สามารถเกิดผลการรักษาที่ดีได้ในระยะยาว หากไม่มีการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วย การลดน้ำหนักด้วยการใช้ครีมกระชับสัดส่วน โดยส่วนใหญ่จะเป็นครีมทาเฉพาะที่ ผู้ผลิตครีมเหล่านี้ มักจะบอกว่าช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน เช่น ต้นแขน ต้นขา สะโพก และหน้าท้อง แต่เราไม่สามารถทราบได้เลยว่า พอใช้ผลิตภัณฑ์ไปแล้ว จะทำให้สัดส่วนตรงนั้นลดลงได้จริง หรือเป็นเพียงแค่น้ำในร่างกายในส่วนนั้นมีการลดออกไป แต่ไม่ใช่ไขมันหรือไม่ ซึ่งยังไม่มีข้อชี้วัดทางด้านผลการวิจัยที่ชัดเจน การลดน้ำหนักด้วยวิธีการฉีดยาหรือใช้ยา ซึ่งยาเหล่านี้ก็แบ่งออกเป็นกลุ่มยาลดความหิว กลุ่มยาเร่งการเผาผลาญ กลุ่มยาขับน้ำ กลุ่มยาที่ช่วยยับยั้งการดูดซึมไขมัน ยาเหล่านี้มีโอกาสตกค้างในร่างกาย จะมีผลต่อ ตับ ไต และหัวใจ แม้ว่าจะหยุดรับประทานไปนานแล้ว การลดน้ำหนักจากเสื้อกระชับสัดส่วน ต้องเข้าใจก่อนว่า ชุดกระชับสัดส่วนไม่ใช่ชุดลดความอ้วนแต่อย่างใด เมื่อใส่ชุดกระชับสัดส่วนแล้ว อวัยวะส่วนเกินของเราก็จะถูกอัดเข้าไปในส่วนของร่างกาย เมื่อเราถูกบีบอัดเข้าไป แน่นอนว่า อวัยวะภายในร่างกายของเราที่อ่อนกว่าชั้นไขมันอยู่แล้ว ก็จะถูกบีบไปด้วย ดังนั้น ต้องคิดดูว่าการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายของเราจะทำงานสะดวกหรือไม่ และในระยะยาวจะมีผลต่อสุขภาพหรือไม่ ดังนั้น ชุดกระชับสัดส่วน ก็อาจจะเหมาะกับบางจุด และเหมาะกับคนที่ไม่อ้วนมากเท่านั้น