งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34 จะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 27 มี.ค. นี้ โดยปีนี้ทางผู้จัดงานมั่นใจว่าสามารถสวนทางกับกระแสตลาดรถยนต์ที่คาดการณ์จะหดตัวลงประมาณ 10% โดยมีเหตุผลสนับสนุนหลัก คือ การสิ้นสุดโครงการรถคันแรกตั้งแต่สิ้นสุดปี 2555 ที่ผ่านมา
และแม้ว่าจากข้อมูลของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่า เดือนม.ค.-ก.พ. 2556 ยอดขายจะยังคงเติบโต คือ 2.55 แสนคัน เพิ่มขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว แต่ก็เชื่อว่า ช่วงนี้ตัวเลขรถยนต์ในตลาดยังไม่นิ่ง เนื่องจากยังคงมียอดค้างจองจากปีที่แล้วจำนวนมาก ดังนั้นตัวเลขการขายในช่วงต้นปีนี้ส่วนหนึ่งคือ การเร่งส่งมอบให้กับลูกค้า โดยคาดว่าตลาดจะนิ่งทำให้เห็นตัวเลขความต้องการที่แท้จริงได้ ต้องรอให้ผ่านครึ่งปีแรกก่อน
อย่างไรก็ตาม ผู้จัดงานเชื่อว่ายอดจองปีนี้จะทำได้ 6 หมื่นคัน สูงกว่าปีที่แล้วที่ทำได้ 5.7 หมื่นคัน และมีผู้ชมงาน 1.9 ล้านคน สิ่งที่ทำให้ผู้จัดมั่นใจว่าตลาดจะเติบโต เนื่องจากความต้องการใช้งานยังคงมีสูง อีกทั้งปีนี้มีรถใหม่เปิดตัวจำนวนมาก ทั้งรถขนาดเล็ก ไปจนถึงตลาดรถหรูหรา
โตโยต้า วีออส เป็นรุ่นที่ผู้บริโภคหลายคนรอคอย หลังจากที่โตโยต้า ปลุกกระแสมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ด้วยการเปิดให้จอง โดยที่ยังไม่มีรถให้เห็น ไม่รู้ราคา และการที่กรมสรรพสามิต ประกาศให้วีออส สามารถใช้สิทธิในโครงการรถคันแรกได้ ทำให้สามารถสร้างยอดจองได้ไม่น้อยโตโยต้า มีกำหนดเปิดตัววีออสอย่างเป็นทางการวันนี้ ก่อนจะส่งเข้าไปกวาดยอดขายใน มอเตอร์ โชว์ เอคโค่ สปอร์ต แนวคิดใหม่จากฟอร์ด รถอีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งเป็นที่สนใจของตลาด และเปิดตัวในวันนี้เช่นกัน ก็คือ ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต
เอคโค่ สปอร์ต เป็นรถเอสยูวี ขนาดเล็ก ถือว่าเป็นการเปิดตลาดใหม่ของฟอร์ด ซึ่งไม่เคยทำตลาดนี้มาก่อนในเมืองไทย และอีกกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ที่ฟอร์ดตั้งเป้าจะเปิดตลาด และสร้างยอดขายให้ได้อย่างน้อยปีละ 2 ล้านคัน
เอคโค่สปอร์ต เป็นชื่อที่นำมาจากตลาดบราซิล ซึ่งเคยสร้างรถรุ่นนี้และขายเฉพาะตลาดอเมริกาใต้เท่านั้นในปี 2546 แต่เอคโค่สปอร์ตรุ่นใหม่ เปลี่ยนแปลงแนวคิดไปจากเดิม เป็นรถที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง จากการเป็นรถที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
ที่สำคัญต้องดูว่าการเปิดตัววันนี้ ฟอร์ด จะส่งเครื่องยนต์เทคโนโลยีใหม่ที่ได้รับความสนใจในตลาดโลกขณะนี้หรือไม่ นั่นคือ อีโคบูสต์ เครื่องยนต์ขนาดเล็ก 1.0 ลิตร แต่มีสมรรถนะเทียบเท่าเครื่องยนต์ใหญ่ๆ ด้วยกำลังสูงสุด 120 แรงม้า แรงบิด 170 นิวตันเมตร และที่สำคัญก็คือ ประหยัดเชื้อเพลิง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยไอเสีย 140 กรัม/กม. ซึ่งจะเข้ากับกฎเกณฑ์ของโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่กำหนดใช้ 1 ม.ค. 2559 ที่ใช้ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดอัตราภาษี
อีโค คาร์ แรงต่อเนื่อง
ตลาดอีโค คาร์ ขยายตัวอย่างรวดเร็วในปีที่ผ่านมา และปีนี้จะมีรถใหม่เข้ามาเสริมตลาด ค่ายสุดท้ายคือ ยักษ์ใหญ่ โตโยต้า ที่มีกำหนดเปิดตัวช่วงเดือน ส.ค.
แต่ในเวที มอเตอร์ โชว์ปีนี้ มิตซูบิชิ ชิมลางอีโค คาร์ เวอร์ชั่น 4 ประตู เพื่อเสริมตลาด มิราจ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงโดยสร้างยอดจองได้กว่า 4.9 หมื่นคัน ในช่วง 1 ปี หลังจากเปิดตัว
รถที่มิตซูบิชินำมาแสดงในครั้งนี้ ใช้ชื่อว่า คอนเซปต์ จี4 โดยวงการคาดการณ์กันว่า การเปิดตลาดเชิงพาณิชย์ จะตามมาในเร็วๆ นี้ ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ไม่แตกต่างกันมากนัก และแนวคิดของการทำตลาด ก็เหมือนกับมิราจ นั่นคือ การจำหน่ายทั่วโลก โดยมีจุดขายคือ ห้องโดยสารที่กว้างที่สุดในรถระดับเดียวกัน ส่วนเครื่องยนต์ ใช้ตัวเดียวกับ มิราจ คือ 1.2 ลิตร MIVEC และเกียร์ ซีวีที
คอมแพค ฟื้นตลาด
ปี 2555 นิสสัน สร้างสีสันให้กับตลาด คอมแพค ด้วยการเปิดตัวซิลฟี รถที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดเดียวกัน และอุปกรณ์มาตรฐานที่เหนือกว่าคู่แข่ง เช่น ระบบปรับอากาศแยกซ้าย-ขวา ระบบปรับอากาศสำหรับที่นั่งตอนหลัง แต่จังหวะไม่ดีนัก เพราะโครงการรถคันแรกที่ดึงกำลังซื้อลูกค้าลงไปยังตลาด ซับคอมแพค เนื่องจากคอมแพค ไม่ได้สิทธิในโครงการดังกล่าว ปีนี้วิเคราะห์กันว่าผู้ที่มีรถในตลาดคอมแพค จะต้องเร่งกระตุ้นตลาด เพื่อดึงยอดขายกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด ด้วยรูปแบบการตลาดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมหรือ แคมเปญส่งเสริมการขาย
แต่ นิสสัน ทำมากกว่านั้น ด้วยการเปิดตัว พัลซาร์ เข้ามาเสริมตลาดอีก 1 รุ่น เป็นตัวเลือกให้กับคนที่ชื่นชอบรถในรูปแบบแฮทช์แบ็ค ที่ให้อารมณ์สปอร์ตมากกว่าซีดาน 4 ประตู พัลซาร์ มาพร้อมกับแนวคิดที่ใกล้เคียงกับซิลฟี นั่นคือให้ในสิ่งที่มากกว่า ออปชั่นหลายๆ อย่างหาได้จากรถรุ่นนี้ เช่น ล้อขนาด 17 นิ้ว ไฟหน้าซีนอน โปรเจ็คเตอร์ ซันรูฟ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ หรือ ครูซคอนโทรล กล้องมองหลัง ระบบเนวิเกเตอร์ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน เป็นต้น
เชฟโรเลต เป็นอีกค่ายที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวในตลาดนี้ แต่ไม่ใช่การส่งรถใหม่เข้ามาเปิดตลาด เป็นเพียงการปรับปรุง เสริมความสดใหม่ให้กับครูซ ซึ่งตลาดปีที่แล้วค่อนข้างจะนิ่งเช่นกัน
ครูซ ใหม่รุ่น 1.8 ปรับเครื่องยนต์ให้ใช้เชื้อเพลิง อี 85 จับตลาดลูกค้าที่หนีราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และเชฟโรเลตยังเห็นว่าในอนาคตความสะดวกในการใช้งานจะเพิ่มขึ้น จากแผนการเพิ่มสถานีบริการของผู้ค้าต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 100 สถานี
เอ็มพีวี โอกาสยังเปิดกว้าง ในช่วงที่ผ่านมา รถในกลุ่มเอ็มพีวี (Multi Purpose Vehicle) ยังมีขนาดตลาดไม่ใหญ่นัก ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเป็นเพราะความนิยม หรือ การที่รถมีตัวเลือกน้อย
แต่ปีนี้ มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเสริมตลาดเข้ามาหลายรุ่น และที่สำคัญคือราคาอยู่ในระดับที่เป็นเจ้าของได้ไม่ยากนัก เช่น เชฟโรเลต สปิน เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ที่เปิดราคา 7.6 แสนบาท และตามมาด้วย ซูซูกิ ที่เปิดตัว เออร์ติก้า เครื่องยนต์ 1.4 ลิตร ราคาเริ่มต้น 5.5 แสนบาท ถึง 6.8 แสนบาท
เป็นที่น่าสังเกตว่า สปิน ซึ่งเปิดตัวก่อน แต่มีเพียงรุ่นเดียว ไม่มีรุ่นย่อยให้เลือก นักการตลาดวิเคราะห์ว่า เชฟโรเลตอาจจะยังเก็บรถบางตัวเอาไว้ เพื่อรอดูท่าทีของคู่แข่ง โดยเฉพาะราคา ซึ่งแน่นอนว่า การเปิดตัวของซูซูกิ ทำราคาได้ต่ำกว่ากันมาก แม้จะใช้เครื่องยนต์เล็กกว่าแต่ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก จึงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า สปิน จะมีอะไรออกมาอีกหรือไม่หลังจากนี้
ฮอนด้า ทิ้งสปอร์ตคืนอารมณ์หรู
รถขนาดกลาง หรือ ดี เซ็กเมนท์ ในตลาดแมส (mass) มีผู้เล่นไม่มากนัก ครองตลาดโดยโตโยต้า คัมรี่ ตามาด้วย ฮอนด้า แอคคอร์ด และ นิสสัน เทียน่า แต่ตลาดอันดับ 1 กับอันดับ 2 ห่างกันพอสมควร โดยเฉพาะในช่วงโมเดลที่ผ่านมา แอคคอร์ด ในช่วง 2 โมเดล ก่อนโฉมปัจจุบัน เน้นการสร้างอารมณ์สปอร์ต ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงการออกแบบ หรือว่าอารมณ์การขับขี่ แต่ดูเหมือนว่าลูกค้ากลุ่มนี้จะชอบรถที่มีแนวคิดใช้งานง่าย ขับสบาย ห้องโดยสารกว้างขวาง และให้ความรู้สึกหรูหรามากกว่า
แอคคอร์ด เจเนอเรชั่นที่ 9 ที่จะเผยโฉมในมอเตอร์โชว์ มีแนวคิดที่เปลี่ยนแปลงไป เน้นความหรูหรามากขึ้น ทั้งการออกแบบ และเสริมด้วยอุปกรณ์มาตรฐานที่ใส่มาอย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ระบบควบคุมเสียงรบกวนเข้าห้องโดยสาร ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
ระบบสั่งการแบบสมาร์ท อินเตอร์เฟซ ระบบเตือนการชนด้านหน้าด้วยเรดาร์พร้อมระบบช่วยเบรก ระบบ แสดงภาพมุมอับของสายตาขณะเปลี่ยนเลน ระบบไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติ เพิ่มความสว่างขณะเลี้ยวรถในเวลากลางคืน กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบแอลอีดี หรือ เดย์ไทม์ รันนิ่ง เป็นต้น จุดเด่นอีกสิ่งหนึ่งก็คือ เครื่องยนต์ทั้งรุ่น 2.0 ลิตร และ 2.4 ลิตร สามารถใช้ อี85 ได้
การแข่งขันในตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลางจึงน่าสนใจตั้งแต่ต้นปี
รถหรูลุยรถเล็ก ตลาดรถหรูหรา ซึ่งเชื่อว่าปีนี้จะไม่หดตัวตามภาพรวมตลาด โดยคาดว่ายอดขายจะเพิ่มจาก 1.5 หมื่นคันในปีที่ผ่านมา เป็น 1.7 หมื่นคัน ในปีนี้ แต่ภาพที่น่าสนใจก็คือ กระแสรถขนาดเล็ก ราคาต่างจากรถญี่ปุ่นไม่มาก กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยตลาดนี้เริ่มต้นจาก บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 1 1.8i รถประกอบในประเทศ ราคาไม่ถึง 2 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี และกลายเป็นรถที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดของบีเอ็มดับเบิลยู จากนั้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว เอ-คลาส ใหม่ ในระดับราคาเริ่มต้นที่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท เช่นกัน และสร้างตัวเลขการขายได้อย่างน่าพอใจ
งานมอเตอร์โชว์ปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำรถต้นแบบ ซีแอลเอ มาแสดงเพื่อสำรวจการตอบรับจากลูกค้า และหากมีการตอบรับที่ดี อีกไม่นานนักก็คงจะได้เห็นรถตัวจริงเข้ามาจำหน่าย ซีแอลเอ มีพื้นฐานเดียวกับ เอ-คลาส เป็นรุ่นย่อยรุ่นที่ 2 ในจำนวน 5 รุ่นของแพลตฟอร์มรถเล็ก ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแผนเปิดตัวภายใน 3 ปี
ส่วนล่าสุด วอลโว่ เปิดตัว วี-40 ลงมาเล่นในตลาดนี้เช่นกัน ในระดับราคาใกล้เคียงกัน คือ ไม่ถึง 2 ล้านบาท ทำให้บรรยากาศของตลาดรถหรูปีนี้น่าจะมีการแข่งขันในกลุ่มรถเล็กที่น่าสนุก แต่การขยับตัวของค่ายหรูเหล่านี้ รถญี่ปุ่นอาจจะไม่สบายใจนัก
ที่มา : www.thaibizcenter.com
